Doom Eternal บัลเล่ต์แห่งความตาย ศิลปะแห่งการทำลายล้าง Games การแข่งขันเกมลีก ต่างๆ

Doom Eternal

Doom Eternal บัลเล่ต์แห่งความตาย ศิลปะแห่งการทำลายล้าง Games การแข่งขันเกมลีก ต่างๆ

การกลับมาของ Doom กับภาค Eternal ครั้งนี้ เป็นการยกระดับ เกมแนว first person action ขึ้นไปอีกครั้ง ที่เหมือนดึงศักยภาพทุกอย่างของ generation ปัจจุบันให้มาถึงขีดสุด ด้วยการวน loop ทำลายล้างไปพร้อมๆกับ เกม design ที่ยอดเยี่ยม ที่ท้าทายให้ผู้เล่นพัฒนาทักษะและเทคนิคการเล่นขึ้นเรื่อยๆ ด้วย Tools ต่างๆ ที่จะช่วยให้ผู้เล่นเอาชีวิตรอดในเกมนี้ graphic และ sound ที่ขึ้นชื่อเรื่องความรุนแรง ที่แฟนๆเกม hardcore จะไม่ผิดหวังแน่นอน แม้ว่าระบบ multiplayer อาจจะน้อยไปหน่อยถ้าเทียบกับเกมอื่นๆในตลาด แต่ดัวยความลับต่างๆมากมายใน campaign หลัก ก็ทำให้ผู้เล่นกลับค้นหาสิ่งต่างๆ ได้อีก ดังนั้นหากคุณคือผู้ที่ชื่นชอบเกม action shooting ที่รวดเร็ว และเต็มไปด้วยความรุนแรงสะใจ Doom Eternal จะยกระดับประสบการณ์ความมันส์ไปได้ถึงขีดสุดอย่างแน่นอน

ข้อมูลเกม

ผู้พัฒนา: id Software
ผู้จัดจำหน่าย: Bethesda Softworks
เครื่อง (Platform): PlayStation 4, Xbox One, Nintendo Switch, Stadia, Microsoft Windows
วันวางจำหน่าย: 20 มีนาคม 2020 (PlayStation 4, Xbox One, Stadia, Microsoft Windows), TBA (Nintendo Switch)
แนวเกม : Action-Shooting, เกมยิงมุมมองบุคคลที่ 1
จำนวนผู้เล่น : 1 คน, Multiplayer

ด้วยบทแอ็คชันอันรวดเร็วสุดระห่ำ เทคโนโลยีด้านภาพที่ล้ำยุค (ในช่วงเวลานั้น) เพียงแค่สององค์ประกอบ ก็ทำให้มันติดลมบนจนเป็นที่กล่าวขาน และก้าวเข้าสู่สถานะของความเป็น ‘ตำนาน’ แห่งเกม FPS ที่แม้แต่คนที่เกิดไม่ทัน ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ

หรือรับรู้การดำรงอยู่ของมันกันบ้าง ไม่มากก็น้อย (แถมลงมันทุกระบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด จนถึงแพลทฟอร์มขนาดพกพาอย่าง Game Boy Advanced และ Nintendo Switch หรือแม้แต่ดัดแปลง Homebrew ไปเล่นบนเครื่องคิดเลขดิจิตอล!)

แน่นอนว่ามันเคยพลาดพลั้งผิดจังหวะกันไปบ้าง กับผลงานอย่าง Doom 3 ในปี 2004 ที่ทางผู้พัฒนาคิดลองของให้มันเป็นเกมสยองเปิดไฟฉาย

(แต่ก็ยังประสบความสำเร็จในยอดขายและเสียงวิจารณ์) และห่างหายไปจากแวดวงเป็นเวลาเกือบสิบสองปี ก่อนที่ ‘Doom’ จะกลับมาอีกครั้งในปี 2016

และสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อมันกลับสู่รากเหง้าที่แท้จริงของความคลาสสิคสุดระห่ำ ตอกย้ำความเหนือชั้นด้วยจิตวิญญาณดั้งเดิมที่เพิ่มเติมด้วยเทคนิคและลูกเล่นแบบที่เกมยุคสมัยโมเดิร์นพึงมีและพึงเป็น

จากวันนั้น สี่ปีผ่านไป (และผ่านการเลื่อนการวางจำหน่ายไปหนึ่งรอบ) Doom Eternal คือการต่อยอดในแนวทางที่แผ้วถางเอาไว้ก่อนหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่ง

เมื่อความระห่ำนั้นถูกทวีคูณขึ้นอีกสามเท่า เสริมรสแต่งแต้มสีสันด้วยเทคโนโลยี การบอกเล่าเนื้อหา ดนตรีประกอบ งานศิลป์ และเกมการเล่นอันสุดเร้าใจ

เป็น ‘บัลเล่ต์แห่งความตาย’ ที่ราวกับจะเป็นการยืนหนึ่งอย่างท้าทาย ว่าในท้ายที่สุด ซีรีส์นี้ก็พร้อมจะทวงถามที่ทางของมันบนบัลลังก์แห่งราชาเหนือเกม FPS ทั้งปวง ดังที่มันเคยเป็น และจะยังคงเป็นโดยตลอดมา

Doom Eternal สานต่อเรื่องราวจากภาคปี 2016 เมื่อกองทัพจากนรกรุกรานโลก เข่นฆ่าประชากรไปกว่าครึ่ง และเปลี่ยนพื้นพิภพให้เดือดไปด้วยไฟประลัยกัลป์ และเป็นอีกครั้ง

ที่ ‘Doom Slayer’ ผู้พิฆาต จะต้องออกมากอบกู้วิกฤติครั้งนี้ ในการเดินทางผจญภัยที่ไม่เพียงแต่จะพาเขาไปสู่นรกขุมที่ลึกที่สุด แต่ยังไต่ขึ้นสู่บันไดแห่งสวรรค์ที่สูงที่สุด ท้าทายการคงอยู่ของสามโลกที่จะสั่นคลอนความเป็นไปของทุกสิ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในเบื้องต้น ต้องชื่นชมทีมเขียนบทของ id Software เพราะไม่เพียงแต่พวกเขาจะสานต่อเนื้อหาที่รจนาเอาไว้จากภาค 2016 ได้อย่างละเมียดละไม

แต่ยังมาพร้อมการนำเสนอผ่านคัทซีน ปูมบันทึก และการเรียงลำดับเรื่องราวได้อย่างหมดจด มันคือการขยายขอบเขตของการบอกเล่าที่ไปได้ไกลกว่า

ที่จะพาผู้เล่นไปพบกับโลกที่ถูกเผาผลาญด้วยกองทัพปิศาจ, ขุมนรกที่ลึกที่สุด และสวรรค์ชั้นที่สูงที่สุด พร้อมผสมผสานพื้นหลังที่มาที่ไปของ Doom Slayer

ให้มีมิติและมีความ ‘กลม’ ในฐานะตัวละครหลัก ที่เชื่อมโยงกับเกมภาคก่อนๆ อย่าง Doom, Doom 2 และ Doom 64 ให้มากขึ้นกว่าเดิม

มันคือปกรณัมแห่งสามโลก เป็นการตีความสงครามนรกสวรรค์ในแบบใหม่ และอาจจะเป็นหนึ่งในเกมซีรีส์ Doom

ที่มีเนื้อเรื่องที่เฉียบคมที่สุดเท่าที่มันเคยสร้างมาในตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปีเลยก็เป็นได้ พร้อมกันนั้น มันยังมีความ ‘ยั่วล้อ’ ตัวเองในแบบที่ไม่ซีเรียส ด้วยการยัดไส้ Easter Egg และ Reference จาก Doom ภาคเก่าก่อนและเกมของ

id Software อันหลากหลาย ประหนึ่งว่าจะทำลายเส้นแบ่งระหว่างความจริงจังและความไม่เอาสาระ ที่ทำออกมาได้อย่างเรียบเนียน และน่ารักหยิกแกมหยอกอยู่ไม่น้อย

แต่ก็เช่นเดียวกับ Doom ในทุกภาค การดำรงอยู่ของเนื้อหาอาจจะไม่ใช่สาระสำคัญเมื่อเทียบกับเกมการเล่น (ซึ่งผู้เล่นอาจจะไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามันจะถูกบอกเล่าออกมาอย่างไรตราบเท่าที่มีกองทัพปิศาจออกมาให้ฆ่า

ตัด เฉือน) และ Eternal ก็พร้อมจัดให้ ในความระห่ำที่มากยิ่งกว่าภาคเก่าก่อน บอกลาได้เลยกับการสู้รบในพื้นที่ปิดแบบครั้งต่อครั้ง เพราะทุกการปะทะ มันคือความเดือดของการฆ่าและการทำลายล้าง ที่เหล่าปิศาจได้ขนกองทัพแทบจะหมดนรกมาเพื่อบดขยี้

Doom Slayer รอบทิศทางอย่างไม่มียั้ง (ซึ่งทำให้เกมโหดขึ้นกว่าภาคที่แล้วอีกสามเท่า…) ผ่านงานออกแบบ Level Design ที่เพิ่มพื้นที่สนามแห่งการสังหารให้มีมิติและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มี Secret และลูกเล่นมากขึ้น และเริ่มต้นอย่างเร้าใจนับตั้งแต่ฉากแรกจนถึงฉากสุดท้าย

เหล่านี้ ถูกเสริมความสะใจไปด้วยดนตรีเมทัลระดับจัดหนักโดยฝีมือของ Mick Gordon ประพันธกรมือเอกคู่บุญของค่าย ที่จะทำให้อะดรีนาลีนของผู้เล่นถูกสูบฉีดจนถึงขีดสุดในทุกการปะทะ เป็นโมเมนตัมของมหกรรมการเข่นฆ่าที่แทบไม่ทำให้ผู้เล่นได้หยุดพักหายใจ และมากยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา

พร้อมกันนั้น ในความคลาสสิคของการปะทะที่เร้าใจ มันก็ยังไม่ลืมหัวใจของเกมแบบโมเดิร์น ด้วยลูกเล่นของการอัพเกรดอาวุธ ความสามารถ และท่วงท่าของ Doom Slayer ผ่านไอเทมที่มีให้เลือกเก็บและ Challenge ให้เลือกทำ ทุกอาวุธต่างมีโหมดที่สองเพื่อตอบสนองต่อการประหัตประหารได้ตามสถานการณ์ ไม่มีอีกแล้วกับอาวุธที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว

เพราะศัตรูที่แตกต่าง ย่อมต้องการอุปกรณ์ในการสังหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ทุกอาวุธต่างมีอรรถประโยชน์ใช้สอย แน่นอนว่ามันอาจจะชวนให้สับสนในเบื้องแรก ที่ต้องคอยสับเปลี่ยนมันอยู่บ่อยครั้ง (ท่ามกลางสนามแห่งการฆ่าที่ทุกวินาทีนั้นมีค่า และการเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่งอาจหมายถึงการอยู่รอดหรือความตาย)

แต่ความแข็งแกร่งจากการอัพเกรดตามเวลาและการสร้างความคุ้นเคยจะเกิดขึ้นตามมา จนกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เองโดยธรรมชาติ ที่จะช่วยให้การเล่นนั้นสนุกขึ้น สะใจมากยิ่งขึ้น และต่อเนื่องไร้รอยสะดุด อันเป็นจุดขายที่ซีรีส์ Doom ภาคคลาสสิคนั้นเคยเป็น

และถูกนำมาต่อยอดได้อย่างเหนือชั้นในภาค Eternal ไม่มีครั้งไหนที่ผู้เล่นจะรู้สึกทรงพลัง ไร้เทียมทานฆ่าไม่ตาย ประหนึ่งความหายนะเดินได้ที่เหล่าปิศาจทั้งหลายจะต้องหลาบจำและหวาดกลัวเท่ากับครั้งนี้อีกแล้ว

ในด้านเทคโนโลยี Eternal ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแห่ง id Tech 7 ตัวใหม่ล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงจากตัวก่อนหน้า มันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในแง่ของการแสดงผลและการแปรเปลี่ยนงานศิลป์แห่งนรกและการเข่นฆ่าให้สุดยอดอลังการ

ด้วยความละเอียดที่สูงขึ้น เหล่าปิศาจต่อฉากที่มากขึ้น และเอฟเฟกต์แสงสีที่ดีขึ้น โดยที่ไม่กระเทือนต่อ Performance ทรัพยากรเครื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมือได้จากทีมงานสาย id Software ผู้ก้าวล้ำนำหน้าด้านเทคโนโลยีอยู่เสมอ และเชื่อว่าเอนจิ้นตัวล่าสุด

อาจจะกลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้พัฒนารายอื่นๆ ให้ได้นำไปต่อยอดกันต่อไปในเวลาภายภาคหน้า

กระนั้นแล้ว ใช่ว่า Eternal จะไม่มีจุดบกพร่องใดๆ ให้เห็น แน่นอนว่ามันยังเป็นสนามแห่งการฆ่าอันสุดเร้าใจ แต่ช่วง Downtime ที่ถูกแทรกด้วยปริศนากระโดดแบบ Platforming ที่มากขึ้นนั้นก็ดูน่าขัดใจและประดักประเดิดจนเกินกว่าความจำเป็น

(และหลายครั้ง ยากในระดับที่ทำให้หัวอุ่นๆ กันพอประมาณ…) , Hub ศูนย์กลางอย่าง Doom Fortress ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเห็นจริงในเชิงรูปธรรม (ซึ่งอาจจะต้องรอ DLC เนื้อหาที่จะตามมา…) , ปัญหาบั๊กส์และเชิงเทคนิคตั้งแต่เล็กๆ

ไปจนถึงระดับถีบออกจากเกมและร้ายแรงอย่างไฟล์เซฟพัง (ที่เกิดน้อยมาก แต่อันตรายขั้นสุด…) ที่รอคอยการแก้ไขด้วยแพทช์ ไปจนถึงโหมดผู้เล่นหลายคนอย่าง Battlemode ที่ทำออกมาได้อย่างไม่สมดุลและแทบจะกลายเป็นอาณาเขตแดนร้างปราศจากผู้เล่นไปแล้วเป็นที่

เรียบร้อย (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทาง id Software จะนำโหมด Arena แบบดั้งเดิมกลับมาหรือไม่ ก็คงได้แต่หวังกันไป…)

แต่โดยสรุป แม้จะมีข้อเสียที่ชวนให้ขัดใจ แต่ Doom Eternal ก็คือสิ่งที่ตอกย้ำความอยู่มือและความไม่เป็นสองรองใครของทีม id Software ผู้ให้กำเนิดเกมแนว First Person Shooting ที่ปรับตัวตามยุคสมัย

โดยที่ไม่ลืมซึ่งแก่นหลักและหัวใจที่ทำให้ซีรีส์ Doom นั้นยืนยงคงกระพันมาอย่างยาวนาน ที่มีแต่จะมากขึ้น ระห่ำขึ้น และเดือดขึ้นอย่างที่เกมแนวเดียวกันยุคสมัยใหม่ได้แต่มองด้วยความตกตะลึง ทึ่ง และอึ้งว่าสิ่งเก่าเหล่านี้จะสามารถวิวัฒน์ให้มายืนหยัดได้อย่างองอาจและท้าทายได้อย่างไม่เกรงกลัวใคร

มันคือการเข่นฆ่าที่งดงามราวกับฟลอร์ของบัลเล่ต์แห่งความตาย และเท่ไปด้วยสไตล์ที่เปลี่ยนการทำลายล้างให้กลายเป็นงานศิลปะ ที่มีแต่ id Software เท่านั้นที่จะกล้า และสามารถทำได้

เฉกเช่นเดียวกับภารกิจของ Doom Slayer ผู้ยอมปวารณาตน ดำดิ่งไปสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด และไต่บันไดสวรรค์ที่สูงที่สุด เพื่อหยุดยั้งและทำลายกองทัพปิศาจ ล้างบางเหล่าเทวฑูต และปกป้องมนุษยชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่มีหยุด และไม่คำนึงถึงปลายทางใดๆ…